top

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คืออะไร ปิดหนี้ได้จริงหรือไม่?

การเงิน-การลงทุน รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คืออะไร ปิดหนี้ได้จริงหรือไม่?
จ่ายขั้นต่ำ VS รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ทางเลือกเปลี่ยนชีวิตที่คนเป็นหนี้ต้องอ่าน

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คืออะไร ปิดหนี้ได้จริงหรือไม่?

เศรษฐกิจในปัจจุบันถึงแม้จะประหยัดแค่ไหน แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากแผนการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นของใช้ส่วนตัว ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ เมื่อรายได้เริ่มสวนทางกับค่าครองชีพ คนจำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสนใจการเปิดบัตรเครดิตใช้ แต่หากเมื่อใดที่ใช้จ่ายจนขาดสติ อาจส่งผลให้เป็นหนี้บัตรเครดิตที่มีดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปีเลยก็เป็นได้ ซึ่งในวันนี้ สาระอสังหา จึงยกหัวข้อการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต อธิบายความหมายการปลดหนี้ พร้อมบอกเล่ารายละเอียดต่าง ๆ เผื่อในอนาคตที่ตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ก็จะได้ข้อคิดและสาระดี ๆ ช่วยให้เราตัดสินใจไม่ผิดทาง

สำหรับใครที่ค้างชำระหนี้บัตรเครดิตอยู่ หรือชำระหนี้เรื่อย ๆ แต่ไม่หมดสักที คงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าเป็นเพราะอะไร ต้องกล่าวให้ผู้ใช้งานและผู้กำลังตัดสินใจสมัครบัตรเครดิตใหม่ได้เข้าใจว่า บัตรเครดิตส่วนใหญ่มีการเก็บอัตราดอกเบี้ยที่สูงคิดเป็น 20 – 28% ต่อปี (คิดดอกเบี้ยทุกวัน) วันนี้ สาระอสังหา ขอแชร์วิธีจัดการหนี้ที่เกิดขึ้นจากบัตรเครดิตดังนี้

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คืออะไร

รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คือ การรวบรวมหนี้จากบัตรเครดิตหลาย ๆ ใบแล้วย้ายไปผ่อนกับธนาคารเงื่อนไขดีแห่งใหม่ที่เดียว โดยวิธีนี้จะเป็นการกู้เงินเพื่อปิดหนี้ มีระยะเวลากำหนดผ่อนชัดเจน เริ่ม 12 เดือน หรือมากถึง 48 เดือน ซึ่งจะมีการคำนวณดอกเบี้ยที่ถูกลงกว่าหนี้บัตรเครดิต แจ้งให้ลูกค้าทราบเพื่อทำการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน

ตัวอย่างการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต

ตัวอย่างการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต

ผู้ที่ประสบปัญหาหนี้จากบัตรเครดิตถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

แน่นอนว่าการเป็นหนี้บัตรเครดิตเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป แต่ที่หลายคนมองข้ามไป นั่นคือ การคำนึงถึงประเภทการเป็นหนี้ ดังนั้น ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าเป็นหนี้ประเภทไหนถึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

ประเภทที่ 1 กำลังทยอยจ่ายหนี้บัตรเครดิต (บัตรเครดิตหลายใบ) แต่เริ่มรู้สึกว่าผ่อนจ่ายไม่ไหว

กลุ่มแรก คือ กลุ่มคนที่เป็นหนี้บัตรเครดิตหลายใบ กำลังทยอยจ่ายขั้นต่ำทุก ๆ ใบ แต่ด้วยเศรษฐกิจหรือค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น ทำให้เริ่มมีความรู้สึกจ่ายไม่ไหว มีวิธีชำระหนี้ได้แก่

  1. นำเงินก้อนมาปิดหนี้ทั้งหมด (ดอกเบี้ยไม่เคลื่อนไหว) แต่ในหลาย ๆ ครั้งก็อาจไม่ได้มีเงินสดมากพอ จึงเป็นที่มาของวิธีแก้ปัญหารูปแบบหนึ่ง เรียกว่า การรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต (Refinance) ซึ่งเป็นการพูดคุยกับทางธนาคารเงื่อนไขดี ยอมช่วยออกเงินก้อนเพื่อใช้ปิดหนี้บัตรเครดิตทุกใบ โดยเงินก้อนจากทางธนาคารจะถูกนำมาคิดดอกเบี้ยทีเดียว เป็นการคำนวณออกมาเพื่อให้ทรายระยะเวลาในการผ่อน ว่าตกเฉลี่ย 3 – 5 ปี ต้องผ่อนเดือนละเท่าไหร่

ประเภทที่ 2 อยู่ในสภาวะวิกฤต มียอดค้างชำระมากจนจ่ายไม่ไหว

กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มที่ทิ้งระยะเวลาการชำระหนี้ ชำระล่าช้า หรือมีค้างอยู่ สำหรับวิธีการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต อาจเป็นเรื่องที่ยากสำหรับคนกลุ่มที่สอง เพราะการขอรีไฟแนนซ์บัตร ทางธนาคารจะทำการตรวจสอบก่อนเสมอว่าตัวบุคคลมีประวัติการจ่ายเสีย ชำระล่าช้าหรือไม่ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีทางออกอยู่ 2 วิธีด้วยกัน

  1. ปรึกษาเจ้าหนี้ (ธนาคาร) คุยกับธนาคารที่เป็นเจ้าหนี้ เพื่อหาแนวทางแก้ไข – ปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วทางธนาคารก็จะให้ความช่วยเหลือกับลูกค้า เช่น การพักหนี้และปรับการคำนวณดอกเบี้ยเพื่อให้ลูกค้าผ่านช่วงวิกฤตทางการเงินไปให้ได้ก่อน ยกตัวอย่างกรณีผลกระทบจากสถานการณ์ VOVID 19 การเลิกจ้างหรือการลดเงินเดือน
  2. โครงการคลินิกแก้หนี้ เป็นหนึ่งในโครงการจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยจะมีหลักการเหมือนการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต แต่เครดิตแก้หนี้นี้ จะใช้ในกรณีที่มีประวัติชำระไม่ดี หนี้เสีย ผ่อนล่าช้า ขาดผ่อน ผ่อนไม่ไหวแล้วเท่านั้น ซึ่งระหว่างนี้จะไม่สามารถกู้ซื้อบ้าน หรือแม้กระทั่งการกู้ร่วมกับผู้อื่นได้เลยจนกว่าจะเคลียร์หนี้บัตรเครดิตเสร็จสิ้น

เช็กตัวเองให้ดี รีไฟแนนซ์บัตรเครดิตเหมาะกับใคร เข้าข่ายตัวเราด้วยหรือไม่

  • เริ่มผ่อนไม่ไหว อยากลดดอกเบี้ยบัตรเครดิต
  • ต้องการรวมหนี้บัตรเครดิตทุก ๆ ใบ
  • ต้องการเวลา เพิ่มสภาพคล่อง ลดวงเงินชำระต่อเดือน
  • ทำงานประจำ มีรายได้ขั้นต่ำ 30,000 บาทขึ้นไป

5 ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตง่าย ๆ ดังนี้

5 ขั้นตอนการรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตง่าย ๆ

 

เรื่องเงินก็ถือเป็นเรื่องที่เราควรให้ความสำคัญ เพราะหากเราปลดหนี้สำเร็จ ไม่มียอดชำระค้าง ปลดพันธนาการได้ จะทำให้เราเดินหน้าใช้ชีวิตต่ออย่างราบรื่น ดังนั้น การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุเลยคือการใช้เงินอย่างมีสติ บัตรเครดิตมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หากใช้อย่างรู้คุณค่าก็จะสร้างประโยชน์ให้กับเราได้ แต่เมื่อไหร่ที่เปิดใช้จำนวนหลายใบจนเริ่มรู้สึกจ่ายไม่ไหว ก็ไม่ลืมปรึกษาธนาคารเงื่อนไขดีที่สามารถช่วยหาทางออกให้เราได้ เพราะการปล่อยให้ประวัติการชำระเสีย แน่นอนว่าต้องส่งผลโดยตรงต่อเครดิตและข้อจำกัดในการทำธุรกรรมต่าง ๆ

 

About author

เป็นนักการตลาดออนไลน์ เสพติดข่าวสาร กฎหมาย สังคม เศรษฐกิจโลกและแวดวงอสังหาฯ เชื่อว่าเรื่องราวที่ได้รู้มีบทเรียนชีวิตแฝงอยู่ให้เราเสมอ

หมวดหมู่